<?xml version="1.0" encoding="ISO-8859-1"?>

<!DOCTYPE rss PUBLIC "-//Netscape Communications//DTD RSS 0.91//EN"
 "http://my.netscape.com/publish/formats/rss-0.91.dtd">

<rss version="0.91">

<channel>
<title>วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช</title>
<link>http://bcnnakhon.ac.th/home</link>
<description>PHP-Nuke Powered Site</description>
<language>en-us</language>

<item>
<title>ข้อเปลี่ยนแปลงของ CPR 2005</title>
<link>http://bcnnakhon.ac.th/home/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=7</link>
<description><div align="left"><strong>ไปอ่านเจอมานะครับเห็นว่าเป็นประโยชน์ดี จาก </strong><a href="http://www.scubaboard.com/showthread.php?t=121725" target="_blank"><strong>http://www.scubaboard.com/showthread.php?t=121725</strong></a><br /><br /><br /><strong>The major changes in the 2005 guidelines recommendations for Lay Rescuer CPR are the following:<br /><br /><br />1. If alone with an unresponsive infant or child, give about 5 cycles of compressions<br />and ventilations (about 2 minutes) before leaving the child to phone 911.<br /><br />2. Do not try to open the airway using a jaw thrust for injured victimsuse the head<br />tiltchin lift for all victims.<br /><br />3. Take 5 to 10 seconds (no more than 10 seconds) to check for normal breathing in<br />an unresponsive adult or for presence or absence of breathing in the unresponsive<br />infant or child.<br /><br />4. Take a normal (not a deep) breath before giving a rescue breath to a victim.<br /><br />5. Give each breath over 1 second. Each breath should make the chest rise.<br /><br />6. If the victims chest does not rise when the first rescue breath is delivered,<br />perform the head tiltchin lift again before giving the second breath.<br /><br />7. Do not check for signs of circulation. After delivery of 2 rescue breaths, immediately<br />begin chest compressions (and cycles of compressions and rescue breaths).<br /><br />8. No teaching of rescue breathing without chest compressions (exception: rescue<br />breathing is taught in the Heartsaver Pediatric First Aid Course).<br /><br />9. Use the same 30:2 compression-to-ventilation ratio for all victims.<br /><br />10. For children, use 1 or 2 hands to perfor chest compressions and compress at the<br />nipple line; for infants, compress with 2 fingers on the breastbone just below the<br />nipple line.<br /><br />11. When you use an AED, you will give 1 shock followed by immediate CPR,<br />beginning with chest compressions. Rhythm checks will be performed every 2 minutes.<br /><br />12. Actions for relief of choking (severe airway obstruction) have been simplified.<br /><br />13. New first aid recommendations have been developed with more information<br />included about stabilization of the head and neck in injured victims. <br /><br />American Heart Association on cardiopulmonary resuscitation (สถาบันเกี่ยวกับหัวใจอะไรนี่หล่ะ) แถลงข่าวการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการทำCPRครับ <br />โดยเปลี่ยนแปลงหัวข้อต่างๆดังนี้ <br /><br />1.)ถ้าอยู่ตามลำพังกับผู้ป่วยที่เป็นเด็กหรือทารก ให้ทำการนวดหัวใจและเป่าปาก 5 รอบ(ใช้เวลาประมาณ2นาที) ก่อนที่จะไปโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือ<br /><br />2.)อย่าใช้วิธีJaw thrust เปิดทางเดินหายใจ ให้ใช้ Head tilt หรือ chin lif tแทน กับผู้ป่วยทุกคน<br /><br />3.)ใช้เวลา5ถึง10วินาที ในการตรวจว่าผู้ป่วยหายใจเป็นปกติหรือไม่ (อย่าเกินกว่า10วินาที) ทั้งกับผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ เด็ก หรือ ทารก<br /><br />4.)ในหารที่จะเป่าปากผู้ป่วย ให้เก็บลมหายใจเท่ากับการหายใจธรรมดา ไม่ใช่หายใจลึกๆ<br /><br />5.) เว้นระยะก่อนที่จะเป่าปากครั้งต่อไป1วินาที และทุกๆครั้งต้องแน่ใจว่าหน้าอกของผู้ป่วยมีการขยับยกตัวขึ้น<br /><br />6.)ถ้าหน้าอกของผู้ป่วยไม่ขยับยกตัวขึ้นหลังจากที่เป่าปากครั้งแรก ให้ทำ head tilt - chin lift อีกครั้ง<br /><br />7.)ไม่ต้องเช็คว่าระบบหมุนเวียนโลหิตของผู้ป่วยทำงานหรือไม่ หลังจากเป่าปาก2ครั้งแล้วให้ดำเนินการนวดหัวใจได้เลย (พร้อมๆกับการทำcycleของนวดหัวใจและเป่าปาก)<br /><br />8.)ทุกๆการฝึกสอนCPRต้องมีการฝึกนวดหัวใจด้วย (ยกเว้นในcourseของ the Heartsaver Pediatric First Aid Course)<br /><br />9.)ให้ใช้อัตราส่วน 30:2 ในการนวดหัวใจและเป่าปาก <br /><br />10.)สำหรับเด็กให้ใช้มือเดียวหรือ2มือในการนวดหัวใจ โดยกดที่บริเวนระดับเดียวกับหัวนม และสำหรับทารก ให้ใช้2นิ้วที่กดที่กระดูกBreast Bone บริเวณต่ำกว่าระดับหัวนมนิดหน่อย<br /><br />11.)เกียวกับการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจครับ ต้องให้ผู้ที่ผ่านการฝึกมาแล้วใช้นะครับ ห้ามใช้เอง ไม่แปลละกันนะ<br /><br />12.)เกี่ยวกับวิธีการช่วยเหลือในกรณีที่มีอะไรไปอุดทางเดินหายใจครับ แต่เค้าเขียนมาแค่นี้อ่ะ<br /><br />13.)คำแนะนำใหม่ได้รับการพัฒนาจากข้อมูลต่างๆ และรวมถึงการทำให้ศรีษะและหลังของผู้ป่วยอยู่นิ่งๆด้วย<br /><br /><br /></strong><a href="http://www.americanheart.org/downloadable/heart/1132621842912Winter2005.pdf"><strong>http://www.americanheart.org/downloadable/heart/1132621842912Winter2005.pdf</strong></a><br /><br /><br /></div></description>
</item>

<item>
<title>ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ</title>
<link>http://bcnnakhon.ac.th/home/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=6</link>
<description><strong><br /><br />1.&nbsp;&nbsp;การหาว &nbsp;เมื่อเราอ่อนเพลีย &nbsp;ต้องการพักผ่อนจะมีการหาวเกิดขึ้น &nbsp;การหาวเกิดจากมีคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดมากผิดปกติไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการหายใจ &nbsp;จึงทำให้มีการหายใจเข้ายาวและลึก &nbsp;เพื่อจะได้สูดออกซิเจนเข้าไปเต็มปอด &nbsp;แล้วแลกเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเลือด</strong> <div><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. &nbsp;การไอ &nbsp;เป็นอาการหายใจอย่างรุนแรง &nbsp;เกิดจากมีอนุภาคบางอย่างตกลงไปในกล่องเสียงและหลอดลมทำให้หน่วยรับความรู้สึกในอวัยวะนั้นไปกระตุ้นให้มีการหายใตอย่างรุนแรง &nbsp;เริ่มต้นจะหายใจเข้าลึกและยาวทำให้อากาศเข้าเต็มปอด &nbsp;ต่อมา Epiglottis ปิดและหายใจออกอย่างแรง &nbsp;ซึ่งดันให้ Epiglottis เปิดเป็นพัก ๆ &nbsp;</strong></div><br /><div><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3. &nbsp;การสะอึก &nbsp;เกิดจากกะบังลมหดตัวกระตุก &nbsp;ทำให้มีการหายใจเข้าทันทีและ Epiglottis ก็ปิดทันที &nbsp;ลมจึงดันเข้าไปทำให้เกิดเสียงดังขึ้น &nbsp;การสะอึกเกิดเมื่อมีการระคายเคืองที่กระเพาะอาหาร</strong></div><br /><div><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;4. การสะอื้น &nbsp;เกิดจากหายใจเข้าในขณะที่ Epiglottis ปิด</strong></div><br /><div><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;5. การจาม &nbsp;เกิดจากหายใจเข้าลึก ๆ แล้วต่อมาหายใจออกทันทีโดยเร็ว</strong></div><br /><div><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;6. การกรน &nbsp;คือการหายใจออกทางปาก &nbsp;ถ้ามีการปิดหรือกีดขวางทางเดินหายใจ &nbsp;จะทำให้เกิดกรนได้ &nbsp;การเกิดเสียงเนื่องจากเวลาที่ลมหายใจออกทางปากผ่านเพดานอ่อนทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของเพดานอ่อนขึ้น</strong></div><br /><div><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;7. การหายใจขัด &nbsp;หายใจไม่สะดวกอาจเกิดได้หลายกรณี คือ</strong></div><br /><div><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;7.1 &nbsp;อาจเกิดจากกลไกของปอด &nbsp;&nbsp;เช่น &nbsp;ปอดหดตัวได้ไม่เต็มที่ &nbsp;มีสิ่งกีดขวางปอด &nbsp;เป็นวัณโรค &nbsp;เยื่อหุ้มปอดอักเสบ &nbsp;ทำให้ปอดทำงานไม่สะดวก &nbsp;มีแก๊สในกระเพาะมากไป &nbsp;เป็นหวัด &nbsp;มีน้ำเมือกออกมากเกินไป &nbsp;มีเนื้องอกในจมูก &nbsp;สิ่งเหล่านี้ทำให้หายใจขัดได้</strong></div><br /><div><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;7.2 อาจเกิดจากความผิดปกติของเลือด &nbsp;เช่น </strong></div><br /><div><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. มีการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดมากเกินไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. ออกซิเจนในเลือดน้อยกว่าปกติ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3. pH ของเลือดผิดปกติ &nbsp;เช่น &nbsp;เกิด acidosis (เลือดมีความเป็นกรด)<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;4. การเสียเลือด &nbsp;ทำให้เลือดในระบบไหลเวียนผิดปกติ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;5. อุณหภูมิในร่างกายผิดปกติ &nbsp;เช่น &nbsp;อุณหภูมิสูงขึ้น</strong></div><br /><div><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;7.3 อาจเกิดจากความผิดปกติในระบบไหลเวียนความดันเลือดผิดปกติ &nbsp;เช่น</strong></div><br /><div><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. ทำให้เสียการบังคับของหลอดเลือดไป<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. ลิ้นหัวใจผิดปกติ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3. การเต้นของหัวใจผิดปกติ<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;4. เสียเลือดเนื่องจากมีจากตกเลือด</strong></div><br /></description>
</item>

<item>
<title>โรคหัวใจรูมาติค</title>
<link>http://bcnnakhon.ac.th/home/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=5</link>
<description><div>โรคหัวใจรูมาติก<br /><br />ชื่อโรคฟังดูแปลกๆนะครับ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับโรครูมาตอยเลย ความเป็นจริงแล้วโรคนี้ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุข ของบ้านเราอยู่ เนื่องจากโรคนี้มีความสัมพันธ์กับร่างกายหลายระบบ เช่น ผิวหนัง กระดูก-ข้อ ประสาท และ หัวใจ ทำให้ยัง ไม่มีชื่อโรคเป็นภาษาไทยเพราะๆที่เหมาะสม เลยยังคงเรียกทับศัพท์กันไปก่อน</div><br /><div>โรคหัวใจรูมาติก คือ อะไร</div><br /><div>โรคหัวใจรูมาติกเป็นโรคหัวใจที่ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด แต่มักพบในเด็กโดยที่บางครั้งเด็กไม่มีอาการชัดเจน มาทราบอีกครั้ง เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พบว่าเกิดลิ้นหัวใจพิการขึ้น จัดว่าเป็นสาเหตุของโรคลิ้นหัวใจพิการ(ตีบ รั่ว) ที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย เด็กในวัยเรียนอาจพบโรคหัวใจรูมาติกได้ประมาณ 0.35-1.4 คนต่อเด็ก 1,000 คน และในผู้ที่อายุมากกว่า 15 ปีพบได้ประมาณ 3 คนต่อ 1,000 คน โดยในผู้ใหญ่ลักษณะที่พบจะเป็นผลจากการอักเสบของลิ้นหัวใจในวัยเด็ก ส่วนใหญ่พบในชุมชนแออัด ยากจน ในประเทศกำลังพัฒนา</div><br /><div>สาเหตุจากอะไร</div><br /><div>โรคนี้เริ่มต้นจากการติดเชื้อคออักเสบ หรือ ต่อมทอนซิลอักเสบ จากเชื้อโรคที่ชื่อ เบต้าสเตรปโตคอคคัสกลุ่ม เอ <em>(Beta- hemolytic Streptococcus Group A)</em> &nbsp; ซึ่งติดต่อกันง่ายมากในชุมชนแออัด โรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก หรือที่ๆมีผู้คนอยู่ หนาแน่น ไม่ถูกสุขลักษณะ บางคนได้รับเชื้อนี้แล้ว เกิดคออักเสบขึ้น รักษาแล้วอาการหายไป แต่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น ร่างกายมี การตอบสนองต่อการติดเชื้อนี้ผิดปกติ โดยร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาทำลายเชื้อ แต่ภูมิต้านทานเหล่านี้กลับมาทำลายตัวเอง ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะหลายระบบ เช่น ผิวหนังอักเสบ (Erythema marginatum, Subcutaneous nodule) ระบบประสาทผิดปกติเกิดชัก หรือ เคลื่อนไหวผิดปกติ (Chorea) ปวดตามข้อหลายๆข้อ (Polyarthritis) หัวใจอักเสบ (Carditis) ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ </div><br />ผลที่ตามมาจากการเกิดลิ้นหัวใจอักเสบคือเกิดผังผืดเกาะยึดบริเวณลิ้นหัวใจ (fibrosis) ทำให้ลิ้นหัวใจแข็งไม่โปกสะบัดเหมือนเคย เปิดได้ไม่เต็มที่ (ลิ้นหัวใจตีบ) หรือปิดไม่สนิท (ลิ้นหัวใจรั่ว) หรือ ทั้งตีบและรั่วในขณะเดียวกัน โดยอาจจะเป็นลิ้นเดียว หรือ หลายลิ้น ก็ได้<br /><div>การรักษา</div><br /><div>เราอาจแบ่งหลักการรักษาออกได้เป็น</div><br /><div>1 รักษาการติดเชื้อ เบต้าสเตรปโตคอคคัสกลุ่ม เอ โดยใช้ยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ)</div><br /><div>2 ลดการอักเสบที่เกิดขึ้นต่อทุกระบบ ยาที่ได้ผลดีมากที่สุดคือ แอสไพริน (aspirin) ในขนาดสูง</div><br /><div>3 หากเกิดลิ้นหัวใจพิการขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะตีบหรือรั่ว ก็ไม่หายขาด คงเหลือความ&rdquo;พิการ&rdquo;นั้นไว้ การรักษาตรงนี้ขึ้นกับตำแหน่งลิ้นหัวใจ ที่พิการ และความรุนแรงที่เป็น การรักษาอาจเพียงขยายลิ้นหัวใจที่ตีบ ผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจ หรือแม้กระทั่งผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ทั้งนี้ไม่ว่าจะทำวิธีใดก็ไม่หายขาดทั้งสิ้น ยังคงมีความผิดปกติหลงเหลืออยู่หรือต้องระวังไปตลอดชีวิต</div><br /><div>ป้องกันอย่างไร</div><br /><div>อย่างที่กล่าวแล้วว่า<u>ไม่ใช่ทุกคนที่ติดเชื้อ เบต้าสเตรปโตคอคคัสกลุ่ม เอ จะเกิดโรคหัวใจรูมาติก</u> เราไม่ทราบว่าผู้ใดจะเกิดบ้าง หลักการป้องกันที่สำคัญคือ</div><br /><div>1 หลีกเลี่ยงการติดเชื้อ นั่นคือไม่เข้าใกล้ชิดผู้ป่วยคออักเสบ ไข้หวัด</div><br /><div>2 หากติดเชื้อเกิดคออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบจาก เบต้าสเตรปโตคอคคัสกลุ่ม เอ จะต้องรักษาให้ครบ รับประทานยาฆ่าเชื้อให้ครบ 7-10 วัน</div><br /><div>3 หากเกิดการอักเสบที่หัวใจขึ้นแล้ว หรือ เคยเป็นกลุ่มอาการของโรคหัวใจรูมาติกแล้ว มีโอกาสเป็นซ้ำ และทุกครั้งที่เป็นซ้ำ ความ &rdquo;พิการ&rdquo;ของลิ้นหัวใจจะมากขึ้น ดังนั้นจึงต้อง&rdquo;ป้องกัน&rdquo;ไม่ให้ติดเชื่อ เบต้าสเตรปโตคอคคัสกลุ่ม เอ ซ้ำอีกโดยการฉีดยาเพนนิซิลิน ทุก 3-4 สัปดาห์หรือรับประทานยาทุกวันต่อเนื่องไปจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ (โดยมากพบในเด็ก) แล้วค่อยมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะหยุด ป้องกันได้หรือยัง</div><br /><div>4 การป้องกันโรคนี้ให้ได้ผลดีต้องอาศัยการพัฒนาทางสังคมควบคู่ไปด้วย ประชาชนต้องมีเศรษฐานะดีขึ้น ความรู้ของประชาชนดีขึ้น ติดเชื้อยากขึ้น ได้รับการรักษาทันท่วงที ไม่ซื้อยารับประทานเอง เป็นต้น ปัจจุบันโรคหัวใจรูมาติดเป็นโรคหัวใจที ่&rdquo;หายาก&rdquo; พบได้น้อย มากในประเทศพัฒนาแล้ว จนกุมารแพทย์ต่างชาติหลายแห่งเดินทางมาดูงาน ดูผู้ป่วยในบ้านเรา ไม่รู้ว่าน่ายินดี หรือ น่าอายกันแน่</div><br /><div>สรุป โรคหัวใจรูมาติกเป็นโรคหัวใจของประเทศกำลังพัฒนา และ เป็นตัวบ่งชี้ (Index) ประการหนึ่งที่แสดงความเป็นประเทศพัฒนา ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้คงได้ประโยชน์บ้างที่ให้ประชาชนตื่นตัว รู้จักโรคนี้ ช่วยกันระวังโรคหัวใจรูมาติก ไม่ให้เกิดขึ้นกับลูกหลาน เรา ในอนาคตเราอาจจะมีผู้ป่วยที่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจจากโรคนี้ลดลงเรื่อยๆ<br /></div><br /><div><br />หากน้องๆ วพบ.นครศรีฯอยากได้ความรู้เพิ่มเติมก็ไป consult กับท่านอาจารย์จามจุรี แซ่หลู่หรือว่าอาจารย์เกษรา วนโชติตระกูลครับ&nbsp; ส่วนผมก็มีความรู้เล็กๆน้อยๆอาศัยการอ่านแต่ก็ยังต้องฝึกฝนอีกนานนะครับ&nbsp; สำหรับวันนี้ต้องลาไปก่อนะครับ สวัสดีครับ<br /></div><br /></description>
</item>

<item>
<title>ใหลตาย</title>
<link>http://bcnnakhon.ac.th/home/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=4</link>
<description><div><strong>ใหลตาย คือ อะไร</strong></div><br /><div>ใหลตาย หมายถึง โรค หรือ ความผิดปกติที่ทำให้ผู้ที่ยังแข็งแรงดีอยู่ เกิดเสียชีวิตปัจจุบันทันด่วน โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ผู้ป่วยเหล่านี้มักจะแข็งแรงดีมาก่อน เมื่อเข้านอนหลับไปสักครู่ เกิดอาการ ผิดปกติ เกร็ง กระตุก น้ำลายฟูมปาก และเสียชีวิตต่อมา ภาษาอังกฤษเรียก Sudden Unexplained /Unexpected&nbsp; Death Syndrome หรือ SUDS ที่ฮือฮามากเพราะมีคนไทย (ส่วนมากเป็นคนงาน ภาคอีสาน) ไปเกิดอาการ&quot;ใหลตาย&quot; เสียชีวิตในต่างประเทศหลายสิบราย เป็นจุดกระตุ้นให้เกิดการ ค้นคว้าวิจัยอย่างมาก เพื่อจะได้ทราบสาเหตุ การรักษา และ การป้องกัน</div><br /><div><strong>ใหลตาย เกิดจากอะไร</strong></div><br /><div>สาเหตุการตายในผู้ป่วยใหลตายเกิดจากการที่หัวใจเต้นผิดจังหวะร้ายแรง (ชนิด Ventricular Fibrillation) อันนี้ยืนยันจากผู้ที่รอดชีวิต (มารพ.ทัน) และ ผู้ป่วยที่ได้จากการวิจัย แต่ทำไม จึงเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรงขึ้น ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ ตรงนี้ยังมืดมนอยู่</div><br /><div><strong>มีคำถามมากมายเกี่ยวกับเรื่อง&quot;ใหลตาย&quot; เช่น<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำไมพบบ่อยๆในคนภาคอีสาน (ความจริงภาคอื่นๆก็มี แต่น้อยมาก ไม่โดดเด่นเหมือนผู้ ที่มาจากอีสาน)<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำไมพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำไมอายุที่เป็นจึงเกิดในวัยทำงาน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำไมเกิดในผู้ที่เศรษฐานะไม่ดีนัก<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อาหาร และ การประกอบอาหารเกี่ยวข้องหรือไม่<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เชื้อชาติ เกี่ยวข้องไหม เพราะมีรายงานในคนลาว เวียดนาม เช่นกัน<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำไมพี่เป็น แล้ว น้องมักจะเป็นตาม หรือกลับกัน</div><br /><div>คำถามเหล่านี้ล้วนยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีการวิจัยมากมายที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุป เป็นข้อใดข้อหนึ่งว่า&quot;ใหลตาย&quot;เกิดจากอะไร สิ่งที่คาดว่าเกี่ยวข้องด้วย คือ</div><br /><div><strong>1. สารโปแตสเซียมในเลือดต่ำ</strong>กว่าปกติ ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากพันธุกรรม อาหาร ยาหรือสารที่ใช้ สารโปแตสเซียมนี้มีความสำคัญต่อการนำไฟฟ้าในหัวใจ หากต่ำไป หรือ สูงไป ทำให้การนำไฟฟ้าหัวใจ ผิดปกติ เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะและเสียชีวิตต่อมา แต่ผู้ป่วย&quot;ใหลตาย&quot;ก็ไม่ได้มีสารนี้ต่ำทุกราย</div><br /><div><strong>2.มีความผิดปกติของหัวใจอยู่ก่อน</strong>แล้วแต่ไม่ทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดปกติในระบบ ไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งไม่แสดงอาการออกมา วันหนึ่งเกิดมีการกระตุ้นผิดปกติจากอะไรก็ตาม ทำให้เกิดการ เต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรงขึ้น ข้อนี้มีเหตุผลน่าเชื่อมาก&nbsp; สิ่งที่กระตุ้นอาจเป็นภาวะโปแตสเซียมต่ำก็ได้ หรืออย่างอื่นก็ได้ ที่ว่ามีเหตุผลเพราะบางรายมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติเล็กน้อย และ ประวัติครอบครัว พี่น้องเสียชีวิตจากโรคนี้ ทำให้คิดว่าความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจนี้คงถ่ายทอดทางพันธุกรรม</div><br /><div><strong>ใครมีโอกาสเป็นบ้าง</strong></div><br /><div>ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค&quot;ใหลตาย&quot;มากที่สุด คือ ผู้ที่มีญาติใกล้ชิด สายตรง เช่น พี่ น้อง เสียชีวิตจาก &quot;ใหลตาย&quot; เนื่องจากพบความสัมพันธ์นี้ค่อนข้างมาก บางครอบครัวมีญาติใกล้ชิดเสียชีวิตในลักษณะ เดียวกันหลายๆคน</div><br /><div><strong>จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นไหม</strong></div><br /><div>การตรวจร่างกายธรรมดา หรือ การตรวจเลือด หรือ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ อะไรก็ตาม ไม่สามารถบอกชัดเจนว่ารายใดจะเกิด &quot;ใหลตาย&quot; ในอนาคต เพราะทุกอย่างอาจปกติทั้งหมด การตรวจที่อาจจะได้ประโยชน์บ้าง คือ <a href="eps.htm">การตรวจระบบไฟฟ้าหัวใจ</a> (Electrophysiologic Study, EPS) ซึ่งยุ่งยากบ้าง แต่พอบอกได้ว่าหัวใจนั้นๆไวต่อการเกิดการเต้นผิดจังหวะร้ายแรงหรือไม่ ถ้าไม่ไว โอกาสจะเสียชีวิตจาก &quot;ใหลตาย&quot; ก็น่าจะน้อยลง แต่หากไวต่อการกระตุ้นโอกาสก็น่าจะ มากขึ้น ทำให้แพทย์หาทางป้องกันการเสียชีวิตไว้ล่วงหน้า</div><br /><div><strong>รักษาอย่างไร</strong></div><br /><div>จะเห็นว่าเรายังไม่ทราบสาเหตุของ &quot;ใหลตาย&quot; ชัดเจน ดังนั้น จึงไม่มีการรักษา หรือ พูดอีกแบบว่า &quot;รักษาไม่ได้&quot;&nbsp; แต่จากการที่เราทราบว่าการเสียชีวิตเกิดจากหัวใจเต้นผิดปกติร้ายแรง ดังนั้น เรา สามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ โดยแก้ตรงนี้แทน ปัจจุบันแพทย์จะฝัง <strong>เครื่องกระตุกหัวใจ</strong> (Implantable Cardioverter Defibrillator, ICD) ไว้ที่หัวใจ&nbsp; เมื่อเกิดการเต้นผิดจังหวะชนิด ร้ายแรงขึ้น เครื่องจะปล่อยกระแส ไฟฟ้าขนาดที่เหมาะสมออกไปกระตุก หรือ กระตุ้นหัวใจ ให้กลับมา เต้นตามปกติ อย่างไรก็ตาม เครื่องนี้ราคาแพงมาก (ประมาณ 1 ล้านบาท แต่ได้ข่าวว่าราคาเริ่มลงแล้ว แต่อย่างต่ำก็ 5 แสนบาท) ดังนั้นแพทย์จะพิจารณาใส่ให้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อ &quot;ใหลตาย&quot; สูงมาก เช่น เคยเป็นมาก่อนแต่ โชคดีรอดชีวิต ประวัติครอบครัวเป็น และ ได้รับการตรวจพบว่าหัวใจไวต่อการ เกิดการเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น</div><br /><div><strong>รักษาที่ไหน</strong></div><br /><div>ปัจจุบันมีแพทย์ที่สนใจและศึกษาเรื่อง &quot;ใหลตาย&quot; หลายท่าน ซึ่งท่านอาจขอความเห็น หรือ รับการ ตรวจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ทีมีญาติใกล้ชิดเป็นโรคนี้ <strong>สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆนั้น หากเป็นโครงการศึกษาวิจัย อาจเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก</strong> เนื่องจากได้รับเงินทุนสนับสนุน บางส่วนสำหรับค่าเครื่องกระตุกหัวใจ&nbsp;<br /><strong>รายชื่อแพทย์ที่สนใจเรื่อง &quot;ใหลตาย&quot;<br /></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นพ.กัมปนาท รพ.ภูมิพล<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นพ.รุ่งโรจน์ และ นพ.เกียรติชัย รพ.ศิริราช<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นพ.ปิยะทัศน์ รพ.ศรีนครินทร์ ขอนแก่น<br />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นพ.ธนวัฒน์ รพ.มหาราช เชียงใหม่</div><br /><div align="center"><strong>หากมีพี่น้องเป็น &quot;ใหลตาย&quot; อย่านิ่งนอนใจ โปรดพบแพทย์ตามรายชื่อข้างต้น<br /><br /><br /><a href="http://www.thaiheartweb.com/laitai.htm">http://www.thaiheartweb.com/laitai.htm</a><br /></strong></div><br /></description>
</item>

<item>
<title>เชื้อดื้อยาMRSA</title>
<link>http://bcnnakhon.ac.th/home/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=3</link>
<description><div><strong>เชื้อดื้อยา MRSA</strong></div><br /><div>เป็นข่าวหน้าหนึ่งหลายวันเกี่ยวกับเชื้อมรณะ MRSA ทำให้เกิดความตระหนกกับประชาชนทั่วไป ในความเป็นจริงทางการแพทย์ก็พบเชื้อนี้ในโรงพยาบาล แต่ที่น่ากลัวคือ เชื้อมักจะดื้อต่อยาที่ใช้เป็นประจำ เรามาทำความเข้าใจกับเชื้อนี้กันนะครับ</div><br /><strong><div>เชื้อที่เป็นสาเหตุ</div><br /></strong><div>เชื้อที่เป็นสาเหตุได้เชื้อ Staphylococcus aureus ซึ่งสามารถพบได้ที่ผิวหนังและเยื่อบุของร่างกาย เช่น ในรูจมูกโดยที่ไม่ก่อให้เกิดโรค แต่หากกลไกการป้องกันตัวเองของคนเราเสียหาย เช่น มีแผลที่ผิวหนัง หรือคนที่ฉีดยาเสพติดเข้าเส้นโดยที่ไม่ได้ทำความสะอาดผิวหนัง เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายและทำให้เกิดโรคได้หลายระบบ เช่น ผิวหนังอักเสบ ฝี ปอดอักเสบ เชื้อกระแสโลหิตลิ้นหัวใจอักเสบ ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเชื้อตามธรรมชาติจะไม่ดื้อต่อยา สามารถใช้ยาได้หลายชนิด แต่หากเชื้อนี้เกิดการดื้อยา METHICILLIN เราเรียก Methicillin resistant Staphyllococcus aureus </div><br /><strong><div>โรคที่เกิดจากเชื้อ Staphyllococcus</div><br /></strong><div>เชื้อนี้สามารถทำให้เกิดโรคที่ไม่รุนแรงหรืออาจจะรุนแรงถึงกับเสียชีวิตตำแหน่งหรือโรคที่เกิดโรคได้แก่</div><br /><ul><li>ผิวหนังอาจจะทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ ฝี </li><li>ระบบทางเดินอาหารทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ โดยรับประทานอาหารที่ไม่ได้เข้าตู้เย็นเกิน 2 ชั่วโมงและไม่ได้ทำให้สุก </li><li>ปอด อาจจะเกิดปอดบวม หนองในช่องหุ้มปอด </li><li>หัวใจ สำหรับผู้ที่ฉีดยาเข้าเส้นอาจจะทำให้เกิดลิ้นหัวใจอักเสบ </li><li>ข้อ ข้อติดเชื้อ </li><li>เชื้อเข้ากระแสโลหิตไปทั่วร่างกายซึ่งอัตราการเสียชีวิตสูง </li></ul><strong><div>การรักษาการติดเชื้อ Staphyllococcus</div><br /></strong><div>เชื้อที่พบในธรรมชาติมักจะไม่ดื้อยา เราสามารถใช้ยาได้หลายชนิด เช่นกลุ่ม penicillin erythromycinซึ่งผลการรักษาจะขึ้นกับความรุนแรงของการติดเชื้อ</div><br /><strong><div>การติดเชื้อ Methicillin resistant Staphyllococcus aureus </div><br /></strong><div>เชื้อตัวนี้มักจะพบในโรงพยาบาลซึ่งเกิดจากตัวเชื้อมีการพัฒนาสายพันธ์และเกิดการดื้อยาทำให้การรักษาลำบากยิ่งขึ้นเพราะลำพังตัวเชื้อที่ไม่ดื้อยาอัตราการเสียชีวิตก็สูงอยู่แล้ว การรักษาต้องเลือกยาที่ใช้ได้ผลซึ่งมีราคาแพง</div><br /><strong><div>ใครที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ MRSA</div><br /></strong><div>เนื่องจากเชื้อนี้มักจะติดในโรงพยาบาล ผู้ที่ติดเชื้อมักจะได้จากในโรงพยาบาลโดยมากมักเป็นผู้ป่วยที่</div><br /><ul><li>นอน ICU </li><li>ผู้ป่วยที่ผ่าตัด </li><li>ผู้ที่ผ่าตัดทางโรคกระดูก </li><li>ผู้ที่ต้องล้างไต </li><li>ผู้ที่ติดยาเสพติด </li></ul><strong><div>เราจะทราบอย่างไรว่าติดเชื้อนี้</div><br /></strong><div>หากมีไข้แพทย์จะเจาะเลือดหรือนำสารคัดหลังที่สงสัยว่าจะเป็นแหล่งติดเชื้อนั้นไปเพาะเชื้อ และหาความไวของเชื้อโรคต่อยา หากพบว่าดื้อต่อMethicillin จึงจะเรียกว่า MRSA </div><br /><strong><div>หากท่านติดเชื้อนี้จะส่งผลอย่างไรกับท่าน</div><br /></strong><div>เนื่องจากเชื้อนี้จะดื้อต่อยาหลายชนิด ทางโรงพยาบาลจะต้องพยายามป้องกันมิให้เชื้อนี้แพร่ไปสู่คนอื่นหรือออกนอกโรงพยาบาล</div><br /><ul><li>แพทย์จะแยกท่านออกจากผู้ป่วยอื่น </li><li>จะติดป้ายหน้าห้องว่ามีการติดเชื้อนี้เพื่อเตือนให้เจ้าหน้าที่และคนที่มาเยี่ยมต้องระมัดระวังการแพร่กระจายของเชื้อโรค </li><li>ผู้ที่เข้ามาดูแลจะต้องสวมถุงมือ หน้ากากอนามัย ชุดคลุม ล้างมือทำความสะอาดทั้งก่อนและหลังรักษา </li></ul><strong><div>เมื่อท่านกลับบ้านโรคนี้จะติดต่อคนอื่นหรือไม่</div><br /></strong><div>โดยทั่วไปมักจะไม่ติดต่อคนอื่น แต่ต้องระวังผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ผู้ที่มีแผลที่ผิวหนังซึ่งอาจจะติดเชื้อได้ง่าย </div><br /><div><strong>การป้องการติดเชื้อดื้อยาสำหรับผู้ใหญ่</strong></div><br /><ul><li>ถามแพทย์ประจำตัวของท่านว่าจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคบางชนิด เช่นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันปอดบวมเพื่อที่จะลดการเจ็บป่วยทำให้ลดการนอนโรงพยาบาล </li><li>เมื่อเข้าโรงพยาบาลต้องถามแพทย์ถึงมาตรการป้องกันโรงติดเชื้อ และแจ้งต่อแพทย์ว่ากังวลเรื่องนี้มาก </li><li>แน่ใจว่าแพทย์และพยาบาลล้างมือก่อนที่จะไปตรวจท่าน </li><li>ให้ข้อมูลการเจ็บป่วย รวมทั้งการใช้ยาทุกชนิดแก่แพทย์เพื่อที่แพทย์จะใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาให้ยาอย่างเหมาะสม </li><li>หากคุณรับประทานยาปฏิชีวนะ ควรจะรับประทานยาจนครบตามแพทย์สั่ง </li><li>ติดตามอาการต่างๆ เช่นไข้หนาวสั่น หรือมีหนองไหลหากพบให้แจ้งแพทย์ </li></ul><div><strong>การป้องการติดเชื้อสำหรับผู้ป่วยล้างไต</strong></div><br /><ul><li>ถามแพทย์ประจำตัวของท่านว่าจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคบางชนิด เช่นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันปอดบวมเพื่อที่จะลดการเจ็บป่วยทำให้ลดการนอนโรงพยาบาล </li><li>เมื่อเข้าโรงพยาบาลต้องถามแพทย์ถึงมาตรการป้องกันโรงติดเชื้อ และแจ้งต่อแพทย์ว่ากังวลเรื่องนี้มาก </li><li>แน่ใจว่าแพทย์และพยาบาลล้างมือก่อนที่จะไปตรวจท่าน </li><li>ล้างมือด้วยสบู่หลังจากเข้าห้องน้ำ และฟอกมือก่อนที่จะสายต่างๆ </li><li>อาบน้ำและฟอกสบู่ก่อนที่จะไปฟอกเลือด </li><li>แจ้งแพทย์เรื่องยาที่รับประทานพร้อมทั้งคำแนะนำเรื่องการรับประทานยาก่อนและหลังการฟอกเลือด </li><li>ถามข้อมูลว่าเมื่อไรจะต้องสวมถุงมือ </li><li>เรียนรู้วิธีดูแลสายต่างๆที่ติดอยู่ตัวท่าน </li><li>เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาเรื่องปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น เช่นสายหลวม </li><li>เฝ้าติดตามอาการไข้ หนาวสั่น มีหนองไหล </li><li>อย่ารับประทานยาปฏิชีวนะโดยที่ไม่จำเป็น </li><li>เมื่อรับยาปฏิชีวนะให้รับประทานจนหมด </li></ul><div><strong>การป้องกันการติดเชื้อระหว่างผ่าตัด</strong></div><br /><ul><li>ถามแพทย์ประจำตัวของท่านว่าจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคบางชนิด เช่นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันปอดบวมเพื่อที่จะลดการเจ็บป่วยทำให้ลดการนอนโรงพยาบาล </li><li>เมื่อเข้าโรงพยาบาลต้องถามแพทย์ถึงมาตรการป้องกันโรงติดเชื้อ และแจ้งต่อแพทย์ว่ากังวลเรื่องนี้มาก </li><li>แน่ใจว่าแพทย์และพยาบาลล้างมือก่อนที่จะไปตรวจท่าน </li><li>หากคุณเป็นโรคเบาหวานต้องปรึกษาแพทย์ว่าจะต้องควบคุมระดับน้ำตาลเท่าใด และคุมอย่างไร </li><li>หากคุณอ้วนต้องลดน้ำหนักลง เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ </li><li>ให้หยุดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดการติดเชื้อที่ปอดได้ง่าย </li><li>แจ้งแพทย์เรื่องยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมด </li></ul><div><strong>การปฏิบัติขณะอยู่ในโรงพยาบาล</strong></div><br /><ul><li>ฟอกมือทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ </li><li>แจ้งพยาบาลทุกครั้งที่ชุดหรือที่นอนของท่านปนเปื้อนอุจาระ </li><li>แจ้งพยาบาลและแพทย์ให้ล้างมือก่อนที่จะตรวจท่าน </li><li>ตำแหน่งที่ให้น้ำเกลือต้องแห้งอยู่ตลอดเวลา หากเปียกน้ำต้องแจ้งพยาบาลให้ทราบ </li><li>หากผ้าปิดแผลเปียกต้องแจ้งพยาบาลให้ทราบ </li><li>หากสายต่างๆ เช่นสายน้ำเกลือ สายสวนปัสสาวะ ฯลฯหลุดหรือหลวมต้องแจ้งพยาบาลทันที </li><li>ห้ามญาติมาเยี่ยมหากกำลังเจ็บป่วย </li><li>ทุกครั้งที่รับประทานยาต้องตรวจดูทุกครั้ง หากไม่ทราบว่ารับเพื่ออะไรต้องถามเภสัชกร </li></ul><div><strong>การปฏิบัติเมื่อออกจากโรงพยาบาล</strong></div><br /><ul><li>ถามเรื่องยาที่จะต้องรับประทานเมื่อออกจากโรงพยาบาล </li><li>ให้เภสัชอธิบายวิธีการใช้ยา </li><li>เฝ้าติดตามอาการไขหนาวสั่น หนองไหล </li></ul></description>
</item>

</channel>
</rss>
